เบ้าประกบใช้หล่อหลอมพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พิมพ์สมบูรณ์ พูนสุข ที่พบประกอบด้วยแม่พิมพ์ประกบพระกริ่งฯ 3 แม่พิมพ์ แต่ละแม่พิมพ์ที่นำมาประกบหล่อเป็นองค์พระกริ่งฯ ช่างฯสมัยโบราณ ได้สร้างพระกริ่งต้นแบบขึ้นมาก่อน 1 องค์
นำพระกริ่งฯไปกดในดินที่ได้ผสมเตรียมเอาไว้ ในขั้นตอนนี้ช่างฯที่ทำแบบพิมพ์จะต้องมีความระมัดระวังและความละเอียด ปราณีต จึงจำทำให้ได้แม่แบบที่คมชัด
ดินที่นำมาทำเป็นแม่แบบประกบนั้น เป็นดินเหนียวผสมเข้าสูตรตามตำราของช่างปั้นดินเผา
เมื่อนำไปเผาในเตา ได้เบ้าพิมพ์พระกริ่งฯออกมา เนื่องจากดินเหนียวมีความหนาแน่น จึงทำให้ผิวของเบ้าพิมพ์เมื่อโลหะที่เทเข้ามาในเบ้ารวมตัวกันเป็นองค์พระกริ่งฯ เมื่อพระกริ่งฯเย็นตัวลงเทออกมาจากเบ้าพิมพ์จึงมีผิวโลหะเรียบมันวาว การหล่อด้วยเบ้าพิมพ์ประกบจึงมีข้อดีที่ได้ผิว และองค์พระสวยสง่างามดั่งกับองค์ต้นแบบ
ช่างฯจะทำการเกลาตบแต่งพร้อมทั้งขัดตบแต่งรอยประกบทุกองค์ ในแต่ละองค์จะเห็นรอยประกบมากน้อยแตกต่างกัน แต่ก็สามารถแยกได้ว่าองค์ใดหล่อจากแม่พิมพ์ชุดไหน
รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 1
รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 2
รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 3
วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553
11. โรงกระสาปน์สิทธิการ สมัยรัชกาลที่ 5 เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระกริ่งปวเรศ
โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย (พุทธศักราช 2403 – 2418)
![]() |
| อ้างอิง... |
โรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในยุคที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยพร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้า
โรงกระสาปน์สิทธิการ สมัยรัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2418-2445)
![]() |
| อ้างอิง... |
รูป แสดง โรงกษาปณ์ของไทย ในพระบรมมหาราชวัง ถ่ายไว้เมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ เห็นปล่องไฟสูง ซึ่งเป็นการผลิตเครื่องด้วยไอน้ำ
อ้างอิง...
อ้างอิง...
ขั้นตอนการผลิตเหรียญฯ ผลิตกันอย่างไร ? ดูได้จากลิงค์นี้ http://video.postjung.com/13118.html
วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10. ลักษณะเฉพาะและตำนิที่เกิดจากการหล่อด้วยเบ้าประกบ
รูปพระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก พิมพ์สมบูรณ์ พูนสุข ทั้งหมดเป็นการถ่ายด้วยการอาศัยแสงพระอาทิตย์ในช่วงเย็นทั้งหมด จึงทำให้เห็นโลหะต่างๆที่หลอมหล่อเป็นองค์พระเปล่งแสงสีต่างๆเมื่อแสงพระอาทิตย์กระทบ
รูป 6.1 ลูกศรสีเขียวชี้ให้เห็นถึงร่องรอยการขัดขององค์พระกริ่งฯ วงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อ(ลึกมาก) ช่างฯตบแต่งจึงปล่อยเอาไว้ให้เห็นร่องรอยตำนิ องค์พระกริ่งฯที่ผ่านการขัดถูบริเวณที่ได้รับการขัดแต่งจะมีผิวที่เรียบกลมกลืนดั่งผิวเหล็กปัดเงา สวยงามมากจนเซียนตาไม่ถึงตีเป็นพระกริ่งปวเรศปลอม (คลิกรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 1 บริเวณวงกลมสีแดง เนื้อโลหะไม่เต็ม ภายในกรอบเส้นสีเหลืองจะเห็นเบ้าประกบได้ชัดเจน บางองค์ช่างฯได้ทำการเการอยประกบออก (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 2 ภายในกรอบเส้นสีเหลืองจะเห็นเบ้าประกบ ภายในกรอบสีชมพูจะเห็นลักษณะการหดตัวของโลหะที่พบในพระกริ่งฯหลายๆองค์ ในกรอบสีขาวเนื้อโลหะหดตัวทำให้โลหะแยกตัวฉีกขาดออกจากกัน (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 3 โลหะที่เทในเบ้าประกบมีตำนิเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้างดังเช่นในวงกลมสีแดง (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 4 วงกลมสีแดงเล็ก เป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อโลหะด้วยการไล่อากาศ ในวงกลมสีแดงใหญ่นั้นเป็นเอกลักษณะของพระกริ่งฯพิมพ์นี้ที่หล่อแล้วเป็นดังเช่นในวงกลม คือ ผิวโลหะจะไม่ตึง เกิดขึ้นจากธรรมชาติของแบบแม่พิมพ์ (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 5 ภายในกรอบเส้นสีเหลืองร่องรอยของเบ้าที่ประกบหลุดออกกินเข้าไปในเนื้อองค์พระกริ่งได้ชัดเจน ในวงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดขึ้นจากการหล่อ ในวงกลมสีเขียวเผยให้เห็นผิวของพระกริ่งฯ ที่ยังไม่ได้ผ่านการขัด (คลิกรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 6 พระกริ่งฯองค์นี้ ช่างฯได้ทิ้งร่องรอยการขัดให้เห็นได้อย่างเด่นชัด (คลิกรูป ขยายรูปใหญ่)
รูป 6.1 ลูกศรสีเขียวชี้ให้เห็นถึงร่องรอยการขัดขององค์พระกริ่งฯ วงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อ(ลึกมาก) ช่างฯตบแต่งจึงปล่อยเอาไว้ให้เห็นร่องรอยตำนิ องค์พระกริ่งฯที่ผ่านการขัดถูบริเวณที่ได้รับการขัดแต่งจะมีผิวที่เรียบกลมกลืนดั่งผิวเหล็กปัดเงา สวยงามมากจนเซียนตาไม่ถึงตีเป็นพระกริ่งปวเรศปลอม (คลิกรูป ขยายรูปใหญ่)
รูปที่ 7 ภายในกรอบเส้นสีเหลืองเผยให้เห็นร่องรอยของเบ้าประกบหลุดออกกินเข้าไปในเนื้อองค์พระกริ่งฯ วงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อ ในวงกลมสีเขียวเป็นเป็นการออกแบบเมล็ดงาหรือหยดน้ำที่งดงาม เมล็ดงาที่เห็นนี้เป็นการใช้แท่นกดตอกลงไปในเนื้อโลหะ โดยการสร้างบล๊อกบังคับให้องค์พระกริ่งฯทุกๆองค์อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน นับว่าเป็นความฉลาดของช่างฯในสมัยโบราณที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาใช้ทำโค๊ด(คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















