วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

12. เบ้าประกบแม่พิมพ์ที่ใช้หล่อองค์พระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434 พิมพ์สมบูรณ์ พูนสุข

เบ้าประกบใช้หล่อหลอมพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1  พิมพ์สมบูรณ์ พูนสุข  ที่พบประกอบด้วยแม่พิมพ์ประกบพระกริ่งฯ  3 แม่พิมพ์  แต่ละแม่พิมพ์ที่นำมาประกบหล่อเป็นองค์พระกริ่งฯ ช่างฯสมัยโบราณ  ได้สร้างพระกริ่งต้นแบบขึ้นมาก่อน 1 องค์

นำพระกริ่งฯไปกดในดินที่ได้ผสมเตรียมเอาไว้  ในขั้นตอนนี้ช่างฯที่ทำแบบพิมพ์จะต้องมีความระมัดระวังและความละเอียด ปราณีต จึงจำทำให้ได้แม่แบบที่คมชัด  

ดินที่นำมาทำเป็นแม่แบบประกบนั้น  เป็นดินเหนียวผสมเข้าสูตรตามตำราของช่างปั้นดินเผา  

เมื่อนำไปเผาในเตา  ได้เบ้าพิมพ์พระกริ่งฯออกมา  เนื่องจากดินเหนียวมีความหนาแน่น  จึงทำให้ผิวของเบ้าพิมพ์เมื่อโลหะที่เทเข้ามาในเบ้ารวมตัวกันเป็นองค์พระกริ่งฯ  เมื่อพระกริ่งฯเย็นตัวลงเทออกมาจากเบ้าพิมพ์จึงมีผิวโลหะเรียบมันวาว การหล่อด้วยเบ้าพิมพ์ประกบจึงมีข้อดีที่ได้ผิว และองค์พระสวยสง่างามดั่งกับองค์ต้นแบบ 

ช่างฯจะทำการเกลาตบแต่งพร้อมทั้งขัดตบแต่งรอยประกบทุกองค์  ในแต่ละองค์จะเห็นรอยประกบมากน้อยแตกต่างกัน  แต่ก็สามารถแยกได้ว่าองค์ใดหล่อจากแม่พิมพ์ชุดไหน





รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 1



 รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 2







รูปแสดงตะเข็บรอยประกบของแม่พิมพ์แบบที่ 3

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

11. โรงกระสาปน์สิทธิการ สมัยรัชกาลที่ 5 เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระกริ่งปวเรศ

โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย (พุทธศักราช 2403 – 2418)
อ้างอิง...

               โรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยพร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้า
             

โรงกระสาปน์สิทธิการ  สมัยรัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2418-2445)
อ้างอิง...
รูป แสดง โรงกษาปณ์ของไทย ในพระบรมมหาราชวัง ถ่ายไว้เมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ เห็นปล่องไฟสูง ซึ่งเป็นการผลิตเครื่องด้วยไอน้ำ
อ้างอิง...
           

ขั้นตอนการผลิตเหรียญฯ ผลิตกันอย่างไร ?   ดูได้จากลิงค์นี้  http://video.postjung.com/13118.html


วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10. ลักษณะเฉพาะและตำนิที่เกิดจากการหล่อด้วยเบ้าประกบ

รูปพระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก  พิมพ์สมบูรณ์ พูนสุข ทั้งหมดเป็นการถ่ายด้วยการอาศัยแสงพระอาทิตย์ในช่วงเย็นทั้งหมด  จึงทำให้เห็นโลหะต่างๆที่หลอมหล่อเป็นองค์พระเปล่งแสงสีต่างๆเมื่อแสงพระอาทิตย์กระทบ

รูปที่ 1 บริเวณวงกลมสีแดง เนื้อโลหะไม่เต็ม  ภายในกรอบเส้นสีเหลืองจะเห็นเบ้าประกบได้ชัดเจน  บางองค์ช่างฯได้ทำการเการอยประกบออก (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)



รูปที่ 2 ภายในกรอบเส้นสีเหลืองจะเห็นเบ้าประกบ  ภายในกรอบสีชมพูจะเห็นลักษณะการหดตัวของโลหะที่พบในพระกริ่งฯหลายๆองค์  ในกรอบสีขาวเนื้อโลหะหดตัวทำให้โลหะแยกตัวฉีกขาดออกจากกัน (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)


รูปที่ 3 โลหะที่เทในเบ้าประกบมีตำนิเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้างดังเช่นในวงกลมสีแดง (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)




รูปที่ 4 วงกลมสีแดงเล็ก  เป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อโลหะด้วยการไล่อากาศ  ในวงกลมสีแดงใหญ่นั้นเป็นเอกลักษณะของพระกริ่งฯพิมพ์นี้ที่หล่อแล้วเป็นดังเช่นในวงกลม คือ ผิวโลหะจะไม่ตึง  เกิดขึ้นจากธรรมชาติของแบบแม่พิมพ์ (คลิ๊กรูป ขยายรูปใหญ่)



รูปที่ 5  ภายในกรอบเส้นสีเหลืองร่องรอยของเบ้าที่ประกบหลุดออกกินเข้าไปในเนื้อองค์พระกริ่งได้ชัดเจน   ในวงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดขึ้นจากการหล่อ  ในวงกลมสีเขียวเผยให้เห็นผิวของพระกริ่งฯ ที่ยังไม่ได้ผ่านการขัด (คลิกรูป ขยายรูปใหญ่)


รูปที่ 6 พระกริ่งฯองค์นี้ ช่างฯได้ทิ้งร่องรอยการขัดให้เห็นได้อย่างเด่นชัด (คลิกรูป  ขยายรูปใหญ่)




รูป 6.1 ลูกศรสีเขียวชี้ให้เห็นถึงร่องรอยการขัดขององค์พระกริ่งฯ  วงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อ(ลึกมาก)  ช่างฯตบแต่งจึงปล่อยเอาไว้ให้เห็นร่องรอยตำนิ  องค์พระกริ่งฯที่ผ่านการขัดถูบริเวณที่ได้รับการขัดแต่งจะมีผิวที่เรียบกลมกลืนดั่งผิวเหล็กปัดเงา  สวยงามมากจนเซียนตาไม่ถึงตีเป็นพระกริ่งปวเรศปลอม    (คลิกรูป  ขยายรูปใหญ่)


รูปที่ 7  ภายในกรอบเส้นสีเหลืองเผยให้เห็นร่องรอยของเบ้าประกบหลุดออกกินเข้าไปในเนื้อองค์พระกริ่งฯ วงกลมสีแดงเป็นตำนิที่เกิดจากการหล่อ  ในวงกลมสีเขียวเป็นเป็นการออกแบบเมล็ดงาหรือหยดน้ำที่งดงาม  เมล็ดงาที่เห็นนี้เป็นการใช้แท่นกดตอกลงไปในเนื้อโลหะ โดยการสร้างบล๊อกบังคับให้องค์พระกริ่งฯทุกๆองค์อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน  นับว่าเป็นความฉลาดของช่างฯในสมัยโบราณที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาใช้ทำโค๊ด(คลิ๊กรูป  ขยายรูปใหญ่)