วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

20. เบี้ยแก้วหลวงปู่รอด วัดนายโรง

เบี้ยแก้ หลวงปู่รอด วัดนายโรงหนึ่งในห้า เบญจภาคีเครื่องรางสุดยอด...เครื่องรางมหานิยม กันเสนียดจัญไร ...ดับอาถรรพณ์คุณไสย!!! พกติดตัวสยบภัย...!!!

ลิงค์ ประวัติ หลวงปู่รอด วัดนายโรง

ลิงค์ เล่าสู่กันฟังวิธีการทำเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง

ลิงค์ เบี้ยแก้เครื่องรางของขลังสารพัดกันฯลฯ

http://phantakityothin.blogspot.com/


http://phantakityothin.blogspot.com/

เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง ตัวนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากกรุของคุณถิรวัฒน์ พันธกิจโยธิน ซึ่งได้เปิดกรุพระเครื่องจากต้นตระกูลฯ ให้ได้ชื่นชมเพื่อศึกษา

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

19. เหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์

เหล็กไหล ธาตุแห่งความลี้ลับเหนือการพิสูจน์


โบราณผูกไว้คล้องจอง  เตือนสติ  ผู้คนในเรื่องราวของเหล็กไหลและการเล่นแร่แปรธาตุ  ที่เชื่อกันว่าเป็นโลหะธาตุที่ลึกลับและหายาก  มีอานุภาพมากมาย  ใครๆก็อยากได้ครอบครองไว้เป็นเจ้าของ


"เหล็กไหล   ไพลดำ  สองคำจำไว้  อย่าเฝ้าใฝ้หลงพะวงหา  เล่นแร่แปรธาตุ  ผ้าขาดตั้งวา"


เหล็กไหลที่ผ่านกรรมวิธีการหุงตามตำราการเล่นแร่แปรธาตุและเสกสำทับตามพีธีกรรมโบราณแล้ว  ทำให้เหล็กไหลไม่เสพน้ำผึ้ง  ไม่หนีและไม่มีข้อห้ามในการบูชา  จึงทำให้ผู้ครอบครองสามารถพกพาบูชาติดตัวได้โดยสะดวก


เหรียญ ร.5 ฝังเหล็กไหล ยอดมหามงคล
"เหรียญหนวด" ฝังเหล็กไหลสมบัติล้ำค่าของคุณประสิทธิพร  ธรรมสโรช  บิดาของคุณประสิทธิพร คือ นายพลตรีพระยาวิบุลอายุรเวท เป็นนายแพทย์หลวงประจำองค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เหรียญร.5 ฝังเหล็กไหล รศ.127 A PATEY ทั่วทั้งประเทศมีไม่เกิน 20 เหรียญ  เหรียญรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่ รัชกาลที่ 5 ทดลองสั่งทำจากฝรั่งเศลเข้ามาเป็นตัวอย่าง  เพื่อทรงใช้เป็นเงินตราของประเทศ  เหรีญญกษาปณ์ ร.ศ.127 นั้นจัดสร้างขึ้นมาแต่ไม่ทันใช้เนื่องจาก รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตเสียก่อน


สำหรับเหรียญตัวอย่าง ร.ศ.127 ที่คุณประสิทธิพรมีอยู่นั้น  มีการทำพิเศษ ตรงพระมัสสุ (หนวด) มีการฝังบรรจุเหล็กไหลแล้วใช้เงินอ๊อกปิดทับเอาไว้ซึ่งเป็นพระดำริจากรัชกาลที่ 5 ในการบรรจุเหล็กไหลไว้ในเหรียญ 20 อันนี้  แล้วแจกจ่ายให้กับข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดพระองค์
ตัวอย่างเหรียญ ร.5 ฝั่งเหล็กไหลที่หนวดมีเพียง 20 เหรียญในประเทศไทย

พระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ. 2434 กับเหล็กไหล
พระกริ่งปวเรศรุ่นนี้ที่เกี่ยวข้องมี 3 วาระ คือ วาระที่ 1, วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ล้วนแต่มีเหล็กไหลอยู่ในองค์พระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434 ทั้งสิ้น

เม็ดกริ่งพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434
     เม็ดกริ่งของพระกริ่งปวเรศ พ.ศ. 2434 วาระที่ 1 และวาระที่ 3 มีวรรณะสีท้องปลาไหล  หากใช้น้ำยา Wenol ขัดจะมีวรรณะภายในเป็นสีเงินยวง  เม็ดกริ่งเนื้อเหล็กไหลในพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ. 2434 แต่ละองค์จะมีเม็ดกริ่งเหล็กไหลขนาดไม่เท่ากัน  หากเป็นเม็ดกริ่งเหล็กไหลวาระที่ 2 จะมีเสียงกระทบกันไม่ราบเรียบเมื่อเขย่าทำให้ทราบว่าเม็ดกริ่งเหล็กไหลไม่ได้เป็นเม็ดกลมๆผิวราบเรียบ

     ใครมีพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434 นับว่าโชคดีที่ได้เหล็กไหลมาโดยไม่รู้ตัว(เหล็กไหลอายุเมื่อ 119 ปีที่แล้ว)
      คุณสมบัติของเหล็กไหล  ดีเด่นทางเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และล่องหนหายตัวได้ ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือดลใจให้ผู้ครอบครองมีจิตใจฝักใฝ่อยู่ในการสร้างบุญสร้างกุศล
แต่สิ่งที่จะอธิษฐานนั้นจะสำเร็จได้โดยไม่เกินอำนาจของกฎแห่งกรรมตามวาสนาเท่านั้น
     ใครมีพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434 ครอบครองอย่ามัวรังเรและสงสัยว่าเม็ดกริ่งของพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ.2434 ใช่เหล็กไหลหรือไม่  
     อย่ามัวชักช้า  นำพระกริ่งฯขอความเมตตาพระฯท่าน  ขอความเมตตา สงเคราะห์ ขอท่านช่วยตรวจสอบให้ว่าใช่เหล็กไหลจริงหรือไม่?  เมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาเชื่อผมก็ยังไม่สาย

ปัจจุบันกับเรื่องราวเหล็กไหล 1
ปัจจุบันกับเรื่องราวเหล็กไหล 2
ปัจจุบันกับเรื่องราวเหล็กไหล 3
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก ธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหล ฉบับที่ 4
ลิงก์ หนังสือความรู้เ้กี่ยวกับเรื่องเหล็กไหลทั้งหมด 40 หน้า 

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

18. คิดไปเอง

วันนี้ได้อ่านพบ  เนื้อหาที่เขียนส่วนหนึ่งอ้างจากข้อมูลในอดีตที่มีหลักฐานบันทึุกเอาไว้แต่ไม่ยอมทำความเข้าใจ  แล้วคิดไปเอง  ผมไม่ได้มีอคติกับผู้เขียนบทความแต่เห็นว่าข้อมูลนี้ผิดจึงนำมาให้ศึกษา
จากบทความของ(คลิก) ลิงค์อ้างอิง


ข้อสังเกตุที่กล่าวอ้าง


1. ตามประวัติที่กล่าวไว้ว่า ท่านได้สร้างไว้รวมทั้งหมดไม่น่าจะเกิน 3 ครั้ง และรวมทั้งสิ้นแล้วมีเพียง 30 กว่าองค์
...ผมแนะใ้ห้ศึกษาอ่านข้อมูลการสร้างพระกริ่งปวเรศ   ทั้งหมดที่สร้างตั้งแต่ พ.ศ.2382 ถึง พ.ศ.2434  ค่อยๆ พิจารณาจับผิดดูว่าจริงม๊ย 
...ไม่น่าเกิน 3 ครั้ง คำพูดแบบนี้ "ไม่มั่นใจ" อีกทั้ง ไม่ใช่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นผู้กล่าวดังนั้น ฟังหูไว้หู และคนที่ให้ข้อมูลนี้คนแรก ถามว่าอยู่ครบทุกงานที่มีการสร้างหรือไม่


2.ส่วนมากที่พบเห็นนั้น จะเป็นพระที่มีกระ แสเนื้อนวโลหะ หรือเป็นเนื้อสำริดแก่เงินกลับดำ
...ผมไม่เห็นด้วยกับประโยคนี้ เนื้องจากเนื้อสำริดที่เรียกว่าเนื้อนวโลหะ ไม่ใช่ "แก่เงินกลับดำ" ถ้าแก่เงินกลับดำจะเป็นนวโลหะเนื้อเงิน ...เป็นการคิดไปเอง


3. และ ที่สำคัญก็คือ "พระกริ่งปวเรศ" เป็นพระหล่อโบราณ แต่หล่อโดยช่างหลวงที่มีฝีมือประณีตมาก สามารถไล่อากาศออกได้ดี จึงทำให้เนื้อพระเนียนและแน่นมาก หล่อด้วยกรรมวิธีเทหยอดโลหะในทางก้นฐาน แต่จะไม่มีรอยตะเข็บ และไม่มีรอยช่อเดือยให้เห็น ลักษณะของพระ กรรณจะเหมือนกับใบหูจริง
...ถ้าผมรู้จักคนเขียนบทความนี้นะผมจะถามว่า เห็นมากี่องค์มองแต่รูป  "คิดไปเอง" เอาองค์จริงค่อยๆพิจารณาด้านข้างองค์พระด้านซ้ายและด้านขวา ยังไงก็ต้องเห็นรอยตะเข็บ
... บอกมาได้ว่า "ไม่มีรอยช่อเดือยให้เห็น" ผมก็จะถามอีกว่า ตกลงหล่อเป็นช่อหรือหล่อ ทีละองค์  แล้วคนเขียนบทความเอารูปเบ้าประกบมาโชร์ทำอะไร?  เทคนิคการหล่อหยอดโลหะเข้าทางก้นเบ้ามีแกนชนวนในการหล่อ 100% ของแท้มีหลักฐานอ้างอิงได้  งัดแผ่นปิดก้นฐานดูแล้วจะถึงบังอ้อว่าจริงหรือไม่
...เรื่องใบหู "คิดไปเอง" เพราะเห็นน้อยก็ไม่ได้ว่าอะไร ใบหูนั้นมีทั้งเหมือนและคล้ายใบหูจริง เพราะพระกริ่งปวเรศสร้างหลายวาระหลาย พ.ศ. จึงมีใบหูหลายแบบ

4. ส่วนการพิจารณาธรรมชาติของผิวกับเนื้อนั้น จะมีผิวที่ขึ้นดำกลับมัน (แต่จะแห้งจัดจนหมดประกาย) 
...จะมีผิวที่ขึ้นดำกลับมัน งงม๊ยกลับมัน 
...คำว่า "หมดประกาย" มักทำให้คนไม่รู้หลงประเด็น ดูรูปลิงค์ที่อ้างก็แล้วกัน เป็นไงมีประกายแสงสะท้อนม๊ย ตอบว่ามี  อยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละคนว่ามองยังไง เพราะว่าโลหะย่อมมีความมันเงา จะสะท้อนแสงมันเงามากหรือน้อยอยู่ที่หลายๆองค์ประกอบ เช่น แสงตกกระทบ หรือ ตั้งใจยิงแสงไฟใส่