วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

233. วิธีดูเหรียญทองคำ

คนที่ไม่มีเหรียญที่มีอายุ 70 - 100 ปี อีกทั้งยังเห็นน้อย ยากที่จะกล่าวได้ว่าการดูเหรียญดูอย่างไร?
ทำได้โดยการดูตำราที่มีผู้เขียนขึ้นว่าด้วยตำนิหรือจุดตายต่างๆ 

ในกระทู้  ผู้เขียนจะชี้จุด หรือ วิธีการดูเหรียญทองคำ ง่ายกว่า ดูเหรียญทองแดง  พบที่ไหนใครบอกว่าเก๊ เก็บครับ

ทำไมถึงแนะนำให้ศึกษาเนื้อทองคำ เพราะเนื้อทองคำเป็นเหรียญพระ...ที่กดก่อนเหรียญเนื้อโลหะประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเงิน เนื้อทองแดง ฯลฯ อีกทั้งเนื้อทองคำยังเป็นโลหะเนื้ออ่อน จึงมีความคมชัด ไม่ว่าจะเป็นร่อยรอยการตบแต่ง และร่องรอยความผิดพลาด มีให้พบเห็นมากกว่า

เหรียญแรกที่จะนำเสนอเป็นเหรียญกรณีศึกษา 

เหรียญสมเด็จพุธโฆษาจารย์ เจริญ เนื้อทองคำ
*** ให้สังเหตุเอาเองนะครับ เช่น 
ตัว....  
ตัว...  
ัว...
ัว... สระ อุ ลักษณะเส้นนูน มีเม็ดๆเกาะ ลักษณะเม็ดๆนี้จะพบเห็นในเนื้อทองคำมากที่สุดและเนื้อเงินน้อยกว่าเนื้อทองคำ และเนื้อทองแดงจะมีพบเห็นแต่ไม่มาก  ดังนั้นเม็ดๆเล็กๆเหล่านี้จึงเป็นจุดตายของการดูเหรียญ...ในยุคเก่า 
เส้นเกศา และคิ้วจะมีเอกลัษณะเฉพาะดูแล้วจำไว้ครับ 
+++เพราะของปลอมไม่มีเหรียญทองคำที่จะใช้ทำปลอม เมื่อทำปลอมจึงมีความคมชัดและลักษณะเฉพาะที่กล่าวไว้ข้างต้นขาดหายไป

เหรียญสมเด็จพุธโฆษาจารย์ เจริญ เนื้อทองคำ
ให้สังเหตุและจำ ร่องนูน ที่เกิดตำหนิเป็นเส้นเล็กๆของเส้นนูน และเม็ดๆที่เกิดบนเส้นนูนจะต้องมี
--- เนื้อเงินมีตำหนิความคมชัดน้อยกว่า เนื้อทองคำ และเนื้อทองแดงความคมชัดน้อยกว่าเนื้อเงิน 



เหรียญหลวงปู่เอี่ยววัดหนัง ทองคำ
--- เอกลักษณะของเหรียญ คือ ความคมชัด และเส้นตำหนิต่างๆ
--- เม็ดเล็กๆ บนเส้นนูนต่างๆ หรือ จุดที่ช่างได้ตบแต่งหน้าเหรียญ(ผิวบล็อก...) 




ด้านหลังเหรียญ
หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อทองคำ 
***ให้สังเกตุ
--- รอยเส้นนูนที่เป็นเม็ดเล็กๆ 
--- ร่องรอยการขูดตบแต่งเส้นนูนที่ทำให้เกิดเส้นเล็กๆบางๆบนเส้นนูน 





ด้านหลังเหรียญ
หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อเงิน
***ให้สังเกตุ
--- รอยเส้นนูนที่เป็นเม็ดเล็กๆ  จะพบเห็นและมีตำหนิเช่นเดียวกันกับเนื้อทองคำ แต่มองยากกว่า เนื่องจากเนื้อเงินกลับดำ
--- ร่องรอยการขูดตบแต่งเส้นนูนที่ทำให้เกิดเส้นเล็กๆบางๆบนเส้นนูน

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อเงิน อีกเหรียญหนึ่งนำมาเปรียบเทียบเป็นกรณีศึกษา


เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อทองแดง
***สังเกตุ
--- ตำหนิต่างๆของเหรียญทองแดง ซึ่งเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติแข็งกว่าเนื้อทองคำ และเนื้อเงิน ตำหนิที่เกิดขึ้นจึงมีความคมชัดน้อยกว่า 






และเหรียญ หลวงปู่เอี่ยม วัดหน้ง เนื้อทองแดง เหรียญ(ด้านล่าง)  มีหลายๆ จุดที่แตกต่าง ศึกษาดูนะครับ ไม่อยากชี้
แต่สรุปสั้นๆให้ ดังนี้
--- เส้นของเหรียญ...3 เหรียญด้านบน ไม่ใหญ่ แต่เหรียญนี้เส้นใหญ่ 
--- 3 เหรียญบน มีจุดที่ไม่คมชัด แต่เหรียญนี้ชัดเจน เป็นต้น
--- หรียญด้านล่างนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นเหรียญปลอมนะครับ ชี้ให้ทราบว่า 3 เหรียญด้านบนกับเหรียญด้านล่างมีความต่างกัน




เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ เนื้อทองคำ พิมพ์ขอเบ็ด
เนื้อทองแดง เขาเล่าว่าเล่นกัน 8 หลัก ส่วนเนื้อทองคำ เซียนที่ไม่มีจึงไม่ยอมรับว่ามีของแท้  แต่มีบางกลุ่มที่ผู้เขียนทราบไล่เก็บเข้ากรุแบบเงียบๆ  และเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯที่ผู้เขียนพบมีของปลอมเรียนแบบ แต่ไม่เหมือนถ้าท่านฯเคยเห็นของจริงจะทราบว่ามีความแตกต่าง ดูขาดดูออกว่าเหรียญไหนแท้เหรียญไหนปลอม พบขอแท้ให้เก็บครับ
***ให้สังเกตุ
--- เอกลักษณะของคราบสนิมทองคำ ที่ของปลอมยังทำได้ไม่เหมือน
--- ความคมชัดของเหรียญ เช่น ตำหนิในเส้นนูนเส้นเล็กๆที่พบเห็นเฉพาะเหรียญหลวงพ่อกลั่น เนื้อทองคำ 
--- เม็ดๆเล็กๆ บนเส้นนูนต่างๆ ที่เป็นตัวอักขระ
--- รอยขีดขูดต่างๆที่วิ่งตามตัวอักษร เส้นบางๆ ที่ไม่มีในเหรียญทองแดง

เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ เนื้อทองแดง ขอเบ็ด
***ให้สังเกตุ
--- เรียนรู้จากเหรียญทองคำ จะพบเห็นอะไรที่แตกต่างแต่ไม่คมชัดเท่ากับเหรียญทองคำ

เหรียญหลวงปู่ศุข เนื้อทองคำ


เหรียญหลวงพ่อฉุย
เปรียบเทียบเหรียญทองคำและเหรียญเงินเป็นกรณีศึกษา

หากจะนำเหรียญทองคำมาศึกษาทั้งหมด จะเป็นการยุ่งยากมากเกินไป จึงนำมาเป็นตัวอย่างเล็กน้อย

ในกระทู้นี้โดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่อฉุนเนื้อทองคำ และเหรียญเนื้อเงิน เปรียบเทียบได้ชัดเจนมากคู่หนึ่ง

และไม่ว่าเหรียญอะไรหากหมั่นสังเหตุสักนิดจะพบความแตกต่าง คือ เหรียญทองคำจุดที่มีตำหนิจะมีความคมชัด ส่วนเหรียญเงิน จะมีความคมชัดน้อยกว่า ด้วยลักษณะเช่นนี้หากท่านมีเหรียญแท้ไม่ว่าจะเป็นเหรียญเงิน หรือเหรียญทองแดง จะเป็นเรื่องไม่ยากที่จะได้เหรียญทองคำมาครอบครอง ถ้ามีโอกาสได้พบเห็น ศึกษาเองทราบเอง ไม่ต้องไปสนใจเซียนตำราที่อ้างแต่ของมังแท้ ของคนอื่นเก๊

สิ่งสุดท้ายไม่ใช่ท้ายสุด วัตถุมงคลมีไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและพกพาห้อยคอ เพื่อพึ่งพาขอพระท่านเมตตาสงเคราะห์...108 พัน เก้า  แต่ถ้าสะสมเพื่อทำกำไร ท่านจะต้องหาเนื้อคู่ของท่านเอาเอง

คนซื้ออยากซื้อถูกที่สุด  คนขายอยากขายได้ราคาแพงที่สุด  และในตลาดมีแต่คนขาย  คนซื้ออยู่ที่ไหนวานบอกฉันหน่อย...

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

232. พระสมเด็จ มวลสารพิเศษ

หากกล่าวถึงพระสมเด็จเรื่องเกี่ยวกับมวลสารสามารถแยกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. มวลสารที่ใช่และสร้างถูกต้องตามพิธีกรรม เซียน...ทั้งหลายยอมรับ
2. มวลสารที่ใช่และสร้างถูกต้องตามพิธีกรรม เซียน...ทั้งหลายไม่ยอมรับ เพราะไม่อยู่ในสาระบบ
3. มวลสารที่ไม่ใช่ และสร้างไม่ถูกต้องตามพิธีกรรม 

ผู้เขียนได้พบพระสมเด็จมวลสารพิเศษเมื่อหลายปีก่อน  ลักษณะของสีขาวคล้ายสีน้ำนม พระองค์นั้นไม่ทราบว่าไปซุกเก็บไว้ที่ใด  แต่มาวันนี้ ได้พบพระมวลสารเนื้อสีแดงชนิดพิเศษ จึงได้ลงทุนซื้อมาเพื่อเปิดเผยเป็นวิทยาทาน

มวลสารพิเศษนี้  เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้  แต่น้อยคนจะทราบ เช่น พระสมเด็จปิดทองทั้งองค์  พระสมเด็จบุทอง บุเงิน และพระสมเด็จติดแผ่นทองด้านหน้าด้านหลัง ลักษณะพระเครื่องทำนองนี้ที่สำคัญน้ำหนักจะเบาๆ

พระชุดเหล่านี้จะมีความเด่นพิเศษ ด้านเหนียว อยู่ยงคงกระพัน 

พระสมเด็จมวลสารพิเศษนี้ที่เข้าใจ จะมีสีขาวคล้ายสีน้ำนม สีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีน้ำเงินฯลฯ

พระองค์ที่ 1 
พระสมเด็จด้านหลังฝังเหล็กไหลชนิดดูดติด
พระสมเด็จเนื้อแดง มวลสารพิเศษด้านหลังฝังเหล็กไหล องค์นี้คนไม่สันทัดในการดูพระเครื่องมองยังไงก็เก่า เนื้อสวยจริงๆ อีกทั้งด้านหลังยังฝังเหล็กไหล ปิดทองคำเก่าทั้งองค์ สุดยอดดดดดดดดดดดด
 


พระองค์ที่ 2
พระรูปเหมือนสมเด็จโต ด้านหลังฝังเหล็กไหลชนิดดูดติด
พระสมเด็จเนื้อแดง รูปเหมือนเจ้าพระคุณสมเด็จโต พรหมรังสี วัดระฆัง ด้านหน้ามีหินสีเขียวส่องประกายแสงงดงาม(มีตำหนินิดหน่อย) ด้านหลังฝังเหล็กไหลชนิดดูดติด เนื้อสวยเหมือนกับองค์ที่ 1 คนหัดดเล่นสะสมดูยังไงก็เก่าได้อายุ น่าสะสมสุดยอดดดดดดดดดด อีกองค์หนึ่ง

 

อะไรก็สุดยอดดดดดด ไปหมด 
มาดูผลวิเคราะห์ว่าสุดยอดยังไง  ด้วยวิธีล้างด้วยผงซักฟอก แล้วใช้แปรงสีฟันขัดๆถูๆ 

องค์ที่ 1 ภายหลังจากที่ล้างทำความสะอาด
สังเกตุสักนิดจะพบว่า มวลสารสีแดงๆ แท้ที่จริงแล้ว คือ พลาสติก สีแดง ด้านหน้าเห็นมีเส้นขน เป็นขนแปรง
ด้านข้างขอบซุ้มมีรูของฟองอากาศ ทำให้มองคล้ายกับการยุบตัว  มองยังไงก็เห็นแต่เนื้อพลาสติกสีแดง
มองผ่านๆ อย่างพึ่งหลงดีใจว่าเป็นเหล็กไหลชนิดดูดติด ที่จริงแล้วเป็นแม่เหล็ก สีทองมองผ่านๆคิดว่าเป็นทองคำเปลวแท้ที่จริงแล้วเป็นสีวิทยาศาสตร์ ทาในช่วงที่พลาสติกยังไม่แข็งตัวเต็มที่
มองดูดีๆจะเห็นรอยตะไบขัดตบแต่ง

องค์ที่ 2 ภายหลังจากที่ล้างทำความสะอาด
มองจุดไหนก็เป็นเนื้อพลาสติก ไม่มีอะไรบ่งบอกว่ามีผงพระผสมอยู่
เอาหินสีเขียวมาวางหลอกล่อผู้ที่สนใจ

มองมุมไหน...พลาสติกดีๆนี่เอง

สีดำๆที่เห็นเป็นแม่เหล็ก สีทองไม่ใช่ทองคำเปลว แต่เป็นสีวิทยาศาสตร์ ทาในช่วงที่พลาสติกยังไม่แข็งตัวเต็มที่
*****พระเครื่องในลักษณะอย่างนี้จะมีมากในตลาด คนสร้างจะพยายามสร้างหรือทำอะไรปิดๆเนื้อในเอาไว้ไม่ให้เห็น  โดยเฉพาะพระที่ถูกหุ้มห่อเอาไว้  

พระปลอมเรียนแบบทั้ง 2 องค์นี้ไม่แนะนำให้ซื้อหามานะครับ เพราะเป็นพระพลาสติก ดังนั้นจึงมีความเหนียว และอยู่ยงคงกระพันชั่วฟ้าดินสลาย  ก็จะไม่พุพัง ยกเว้นโดนไฟเผา

ความรู้เรื่องเกี่ยวกับพลาสติก

มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมี และทำพลาสติกขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1868( พ.ศ.2411)  โดย จอห์น เวสลีย์ ไฮแอท (John Wesley Hyatt) นักวิทยาศาสตร์ ชาวอเมริกัน ได้ทำการทดลองผลิตวัสดุชนิดหนึ่งจากปฏิกิริยาของเซลลูโลสไนเทรต กับการบูร ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถทำเป็นแผ่นแบนบาง มีความใสคล้ายกระจก แต่ม้วนหรืองอได้ และได้เรียกชื่อตาม วัตถุดิบที่ใช้ว่า “เซลลูโลสไนเทรต” ต่อมาพลาสติก ชนิดนี้ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และเป็นที่นิยม เรียกว่า “เซลลูลอยด์” (Celluloid) การพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกเชิงอุตสาหกรรมได้ดำเนินไป
อย่างรวดเร็ว ทำให้มีพลาสติกชนิดอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

อุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2500 ใน ระยะแรกมีการนำเข้าพลาสติกเรซินจาก ต่างประเทศ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกกันประปราย ต่อมาใน พ.ศ. 2506 ได้มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังคงต้องนำเข้าเรซินจากต่างประเทศเช่นกัน จนกระทั่งใน พ.ศ. 2514 ประเทศไทยจึงสามารถผลิตพลาสติกเรซินคือ พีวีซี ได้เองเป็นชนิดแรก









 

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

231. พระสมเด็จ พิมพ์กิตติขจร

หากกล่าวถึง พระสมเด็จ จะมีพิมพ์ดังๆ อยู่หลายพิมพ์ในเมืองไทยที่ตั้งชื่อตามชื่อเจ้าของเดิมที่เคยครอบครอง เช่น องค์มนตรี องค์เสี่ยดม องค์ลุงพุฒ องค์ชาญชัย องค์...อีกหลายๆองค์ ล้วนแต่เป็นองค์มีชื่อ เปลี่ยนมือว่ากันเลขราคา 8 หลักเป็นอย่างน้อย

ผู้เขียนได้พบ พระเครื่องชุดเบญจภาคี ของตระกูล กิตติขจร ซึ่งย่อมหมายถึง พระเครื่องชุดเบญจภาคีที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในครอบครองของอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม กิตติขจร  รายละเอียดปลีกย่อยของที่ไปที่มา...ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้...

พระชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย
1. พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่สร้างโดย ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุค รัตนโกสินทร์
2. พระซุ้ม ก. หรือ กำแพงเม็ดขนุน จังหวัดกำแพงเพชรเป็นตัวแทนยุค สุโขทัย
3. พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก เป็นตัวแทนยุค อยุธยา-พระพิษณุโลกสองแคว
4. พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนยุค อู่ทอง-สุพรรณภูมิ
5. พระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เป็นตัวแทนยุค ลพบุรี 

พระสมเด็จในยุคนี้เขาเล่นกัน ที่มีค่านิยมมีหน้าตาลักษณะเช่นไร ดูรูปปฏิทิน ของปั้มน้ำมัน 3 ทหารที่พิมพ์แจกในปี พ.ศ.2514 ซึ่งหลายๆท่านคงเคยเห็นปฏิทินฉบับนี้ 

หากถามถึงพิมพ์ไหนเป็นพระสมเด็จ องค์กิตติขจร  ให้มองที่พระสมเด็จกรอบซุ้มสวยๆ ครับมีหลายองค์ในปฏิทิน เฉลย...พิมพ์พระสมเด็จแถวบนสุดนับจากซ้ายมือองค์ที่ 4

จากปฏิทิน รูปภาพพระสมเด็จพิมพ์พระประธานที่มีอยู่หลายๆองค์กอบสวยๆสมส่วน เป็นพิมพ์เดียวกัน 
และเป็นพระสมเด็จที่อยู่ในกรอบพระทองคำ จารึก กิตติขจร หรือ จะกล่าวว่าเป็น  พระสมเด็จ องค์กิตติขจร ก็ไม่ผิด

     ไม่ใช่มีเพียงพระสมเด็จเพียงองค์เดียว  แต่มีเป็นชุดพระเบญจภาคี  ครบชุด ทั้ง 5 องค์ ประกอบด้วย
พระสมเด็จ องค์กิตติขจร (อยู่ในกรอบพระทองคำ ด้านหลังจารึก กิตติขจร)

พระซุ้ม ก. หรือ กำแพงเม็ดขนุน องค์กิตติขจร (อยู่ในกรอบพระทองคำ ด้านหลังจารึก กิตติขจร) 

พระนางพญา องค์กิตติขจร (อยู่ในกรอบพระทองคำ ด้านหลังจารึก กิตติขจร)

พระผงสุพรรณ องค์กิตติขจร (อยู่ในกรอบพระทองคำ ด้านหลังจารึก กิตติขจร)

พระรอด องค์กิตติขจร (อยู่ในกรอบพระทองคำ ด้านหลังจารึก กิตติขจร)

องค์พระทั้งหมด พร้อมกรอบพระทองคำ ไว้โอกาสเหมาะสมจะนำขึ้นบล๊อกมาให้ได้ศึกษา  ถึงหน้าตาองค์พระ...ที่เซียนพระในอดีตเขานิยมมีลักษณะเช่นไร