วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตะกั่วถ้ำชา ชิน นวโลหะ สัมฤทธิ์ สำริด ต่างกันอย่างไร?

ตะกั่วถ้ำชา ชิน นวโลหะ สัมฤทธิ์ สำริด ต่างกันอย่างไร?


จากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการที่มีผู้เขียนขึ้นกล่าวถึง...และจากผลการวิเคราะห์โลหะธาตุ ทั้งหมดเรียกว่าสัมฤทธิ์ หรือ สำริด ภาษาฝรั่งเรียกว่า Bronze เป็นโลหะธาตุที่มีสูตรหรือส่วนผสมหลากหลาย  อยู่ที่ผู้หลอมโลหะธาตุการการนำไปใช้ทำอะไร  เมื่อหลอมหล่อโลหะธาตุสำเร็จออกมามีวรรณะสีผิวแตกต่างกันไป เช่น ขาว เหลือง แดงอ่อน เป็นต้น

ชิน หมายถึง โลหะผสมได้มากกว่าหนึ่งอย่าง พระเครื่องในเมืองไทยที่สร้างจากเนื้อชิน มักจะมีส่วนผสมหลักๆ ได้แก่ ปรอท ดีบุก ตะกั่ว และทองแดง ทั้งนี้เมื่อผสมแล้วจะออกมาเป็นเนื้ออะไร ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งมาก เช่น ถ้าใส่ทองแดงจะช่วยให้มีความแข็งของโลหะและยิ่งใส่ผสมมากขึ้นยิ่งทำให้โลหะที่ได้มีความแข็งมากขึ้น  (เมื่อโลหะที่นำมาหลอม โลหะที่มีน้ำหนักเบาจะลอยอยู่ด้านบน พระองค์ใดเทก่อนโลหะเบาลงเบ้าก่อน พระชุดแรกออกมาเนื้อแบบหนึ่ง องค์ที่เทภายหลังโลหะหนัก เช่น ตะกั่วนอนก้นเตาหลอมเทออกมาเป็นเนื้ออีกแบบหนึ่ง) โลหะธาตุเนื้อมวลสารต่างกันจะมีลักษณะเฉพาะตัวและมีชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันไป เช่น ชินตะกั่ว ชินเงิน ชินอุทุมพร ชินเขียว ก็สุดแท้แต่จะเรียกขานกันไป ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าแยกตามวรรณะสีผิว เมื่อผ่านกาลเวลามีความเก่ามากขึ้น  มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด(ยิ่งเก่ายิ่งเห็นชัด) ทั้งในด้านสีสันและลักษณะพื้นผิว ไข สนิม รอยเหี่ยว รอยปริราน ฯลฯ


เนื้อ นวโลหะ ฝรั่งเขาตั้งชื่อจดทะเบียนให้ว่า Thai bronze   หมายถึง สัมฤทธิ์ไทย (สำริดไทย)

คำว่า bronze หมายถึง สำริด หรือ โลหะหลายชนิดมารวมกัน ไม่มีสูตรตายตัวแน่นอน ซึ่งก็ คือ ชิน โลหะที่โบราณนิยมมาสร้างเป็นเครื่องมือเครื่องใช้รวมถึงสร้างองค์พระขนาดใหญ่และเล็กมีมานานนับหลายพันปีที่ได้พบตามสถานที่ต่างๆทั่วประเทศไทย


พระเนื้อชิน หมายถึง พระโลหะ ที่มีวรรณะสีผิว แววๆ ผิวออก ขาวๆ เงินๆ ตะกั่วๆ โดยปกติ กระแสสัดส่วนของโลหะ แก่ตะกั่ว(ผิวขาว)  แก่ปรอท(ผิววาว)  แก่ทองแดง (สนิมเขียว) โบราณนิยมสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคล

ในอดีตกล่าวกันว่า ชิน เป็นโลหะธาตุผสมของ ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก พลวง ปรอท และเงิน ฯลฯ ที่ไม่มีสูตรตายตัว  อยู่ที่ความเชื่อและศรัทธาของผู้สร้างว่าต้องการใส่แร่ธาตุชนิดใดบ้าง ส่วนผสมมากน้อยไม่เท่ากัน


ประเภทของโลหะธาตุ

ปรอท   ใส่ปรอทลงไปเป็นส่วนผสม เพื่อให้เนื้อโลหะหลอมเหลววิ่งเข้าติดซอกมุมของพิมพ์  เพราะปรอทจะหนีความร้อน ทำให้โลหะธาตุอื่นๆวิ่งตามไปติดเต็มพิมพ์ทำให้องค์พระเทออกมาสมบูรณ์สวยงาม  ปรอทหากอยู่ส่วนผิวนอกสุดจะทำให้พระมีสีเงินแวววาว ผิวปรอทจะเปลี่ยนแปลงยากต้องใช้เวลาหลายร้อยปีถึงพันปีขึ้นไปจึงจะมีลักษณะซีดหมองลง หรือเรียกว่าปรอทตาย เมื่อสัมผัสความชื้น ความเค็มผ่านไปหลายร้อยปีจะหมองลงๆ จนกระทั่งดำ



เนื้อตะกั่ว เป็นส่วนผสมหลักของพระเครื่องประเภทเนื้อชินที่มีการสร้างในไทยมากที่สุด การสร้างการผลิตทำได้ง่าย มีจุดหลอมเหลวต่ำ ลักษณะของตะกั่วเมื่อผ่านกาลเวลาจะมีสีดำคล้ำ มีความฉ่ำที่สัมผัสได้ทางสายตา มีความยับ ความย่น ความโปร่งพรุน ตามธรรมชาติ  มีสนิมและไขขาว พระเนื้อชินตะกั่วที่มีอายุมากๆบางทีสนิมกับไขนั้นก็กินลึกเข้าไปถึงเนื้อในทำให้เกิดหลุมบ่อหรือกินจน แทบไม่เหลือเนื้อแท้อยู่เลย กลายเป็นไขและสนิมมาแทนที่เนื้อโลหะเดิม ขึ้นอยู่กับสภาพการเก็บรักษา สนิมและไขนั้นเกิดจากภายในเนื้อแร่โลหะที่ผสมหล่อหลอมกับเนื้อตะกั่ว



เนื้อดีบุก เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในไทย  ในสมัยโบราณใช้ทำเหรียญและเครื่องใช้หลายชนิด ลักษณะเด่นของดีบุกเมื่อผ่านกาลเวลาไปคือจะมีสีดำสนิท  ถ้าถูกความชื้นเพราะเก็บรักษาไม่ดี โลหะธาตุที่ผสมในเนื้อตะกั่วจะมีลักษณะพองตัวและทำให้ตะกั่วปริแยกออก นักเล่นพระจะเรียกว่า ระเบิด


*** พระเนื้อชินมีสูตรมากชนิด...สร้าง...แต่ละยุคสมัย...ต่าง พ.ศ....ต่างที่...ต่างกรุ จะมีมวลสารเนื้อหาต่างกันไป...อายุสร้าง 100 ปี  500 ปี มากกว่า 1,000 ปี  วรรณะสีผิวมีความแตกต่างกันสิ้นเชิง

หลักในการพิจารณาพระเนื้อชิน สร้างสมัย รัชกาลที่ 4 ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีดังนี้









ชินวร หรือ 
ชินสังกะสี มีส่วนผสมของสังกะสีมากถึง 90% ทองแดงประมาณ 6% และรีเนียม ประมาณ 3% และแร่ธาตุอื่นๆเช่น ทองคำ ปรอทฯลฯ   เนื้อแข็ง สนิมดำ แกร่งมาก น้ำหนักเบากว่าเนื้อชินตะกั่วและเนื้อชินดีบุก
 
ชินอุทุมพร หรือ 

ชินเขียว มีส่วนผสมของตะกั่วและแร่ธาตุอื่นๆเช่น ทองคำ ปรอทฯลฯ สีเขียว(เกิดจากมีส่วนผสมทองแดงมาก) สนิมเป็นเม็ดสีขาวหม่น
 
ชินเงิน มีส่วนผสมของตะกั่ว ทองแดง
และแร่ธาตุอื่นๆเช่น ทองคำ ฯลฯ และมีปรอทผสมอยู่มาก จะมีสีเงินยวงจับองค์พระอย่างงดงาม พระเนื้อชินเงินนี้จะปรากฏลักษณะตามธรรมชาติในรูปของเกล็ดกระดี่ และสนิมตีนกา ตามองค์พระ 
 
ชินตะกั่ว แบบที่1

ตะกั่วถ้ำชา มีส่วนผสมของตะกั่วมากที่สุดประมาณ 98 % มีทองแดง 2 % และแร่ธาตุอื่นๆเช่น ทองคำ ปรอทฯลฯ พระที่มีส่วนผสมของทองแดงมากจะมีความแข็งเพิ่มขึ้น


ชินตะกั่ว แบบที่2 มีส่วนผสมของตะกั่วมากที่สุดประมาณ 90 % มีทองแดง 9.5 % และแร่ธาตุอื่นๆเช่น ทองคำ ปรอทฯลฯ พระที่มีส่วนผสมของทองแดงมากจะมีความแข็งเพิ่มขึ้น(เอกลักษณะเฉพาะของทองแดงเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศและโลหะธาตุอื่นๆจะเกิดสีเป็นสนิทสีเขียว)  และพระองค์ใดมีส่วนผสมของตะกั่วยิ่งมาก พระองค์นั้นจะมีความอ่อนจับบิดงอได้ง่าย 

ชินดีบุก  มีส่วนผสมของดีบุกมากที่สุดประมาณ 71 % มีทองแดงประมาณ 18 % ตะกั่วประมาณ 7.5%  เหล็กประมาณ 2.5% และแร่ธาตุ อื่นๆเช่น ปรอทฯลฯ
กรรมวิธีการสร้างพระ เนื้อชิน ถือเป็นการหลอมเหลวรวมโลหะธาตุที่สำคัญ  พระที่พบส่วนมากจะเป็นศิลปะสกุลช่างหลวง พระเนื้อชินจัดเป็นพระที่ไม่ยุ่งยากในการสร้าง หากในสมัยโบราณกรรมวิธีนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการและอาศัยแรงคนจัดทำ มิใช่น้อย ดังนั้นผู้ที่สามารถสร้างพระเนื้อชินได้ จะต้องดำรงตำแหน่งอยู่ในชั้นเจ้านาย หรือระดับผู้นำ ที่สามารถสั่งบัญชาการได้ จึงถือว่าพระเนื้อชินเป็นพระเครื่องชั้นสูงมาแต่โบราณ ประการสำคัญ การพบพระเนื้อชินส่วนมากจะพบในกรุตามโบราณสถานสำคัญ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่สามัญชนจะกระทำได้

พระเนื้อชิน ถือเป็น อมตะพระเครื่องยอดนิยมตลอดกาล
พระเนื้อชิน นับว่าเป็นพระเครื่องที่มีบทบาทสูง เป็นโลหะธาตุชนิดหนึ่งที่ครองใจผู้คนมานาน นับแต่โบราณความเชื่อและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระเนื้อชินนั้นเป็นรากลึกในจิตใจ ทั้งยังปรากฏเห็นผลให้เล่าขานเลื่องลือตกทอดอย่างต่อเนื่อง 


สัมฤทธิ์
สัมฤทธิ์ หรือ สำริด เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดง และดีบุก สัมฤทธิ์บางชนิดอาจมีส่วนผสมของสังกะสี หรือตะกั่วปนอยู่ด้วย สัมฤทธิ์ที่เป็นโลหะผสมของทองแดง นิยมใช้ทำเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลที่ใช้กันมากในงานอุตสาหกรรม สัมฤทธิ์แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ตามชนิดและส่วนผสมของสาร คือ
1. สัมฤทธิ์ที่มีดีบุกต่ำกว่าร้อยละ 8 ค่อนข้างอ่อน ตีแผ่ หรือรีดได้ง่าย เหมาะกับงานทั่วๆ ไป
2. สัมฤทธิ์ที่มีดีบุกต่ำกว่าร้อยละ 8 แต่มีสังกะสี หรือตะกั่วผสมอยู่ด้วย เช่น สัมฤทธิ์ 5-5-5 คือ สัมฤทธิ์ที่มีส่วนผสมของดีบุกร้อยละ 5 สังกะสีร้อยละ 5 ตะกั่วร้อยละ 5 ใช้ทำเฟือง และหล่อทำเครื่องสูบน้ำ
3. สัมฤทธิ์ที่มีดีบุกร้อยละ 8-10 อาจมีสังกะสี หรือตะกั่วปนอยู่บ้าง สัมฤทธิ์ชนิดนี้ใช้ทำท่อน้ำ
4. สัมฤทธิ์ที่มีฟอสฟอรัสผสมอยู่ร้อยละ 0.1-0.6 ดีบุกร้อยละ 6-14 สัมฤทธิ์ชนิดนี้ทนต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเล จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ทำชิ้นส่วนของเรือเดินทะเล เช่น ใบพัดเรือ และทำเฟืองเกียร์
5. สัมฤทธิ์ที่มีตะกั่วผสมร้อยละ 8-20 บางชนิดอาจสูงถึงร้อยละ 30 ส่วนดีบุกนั้นมีตั้งแต่ร้อยละ 0-10 ใช้ทำแท่นรองรับ (bearing)
6. สัมฤทธิ์ชนิดที่ใช้ทำระฆัง หรือเครื่องเสียง มีส่วนผสมของดีบุกมากกว่าร้อยละ 30 โดยผสมตะกั่วและสังกะสีลงไปเล็กน้อย

*** จากข้อมูลสัมฤทธิ์(สำริด) ที่นิยมในงานอุตสาหกรรม สรุปได้ว่า สำริด ก็คือ ชิน เป็นโลหะธาตุที่มีส่วนผสม(สูตร)เฉพาะเจาะจงของผู้สร้าง...  ที่วงการพระเครื่องกล่าวขานถึงนั้นเอง


วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พญาครุฑยุดนาค พ.ศ.2398

เบ้าประกบพญาครุฑยุดนาค ที่เคยเขียนถึงในกระทู้ 248  http://dr-natachai.blogspot.com/2013/01/248.html
เบ้าประกบพญาครุฑ สมัย ร.4

กาลเวลาผ่านพ้น  ผลสุดท้ายได้พบพญาครุฑที่หล่อด้วยมวลสารเนื้อตะกั่วถ้ำชาซึ่งเป็นพญาครุฑที่ใช้เบ้าประกบ...ทำเป็นหุ้นขี้ผึ้งแล้วทำเป็นช่อหล่อหลอมเป็นองค์พญาครุฑ

ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนก และเป็นพาหนะของพระนารายณ์  ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งหมายถึง "ขนวิเศษ"
ครุฑเป็นสัตว์ใหญ่ มีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง บินได้รวดเร็ว มีสติปัญญาเฉียบแหลม อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ

พญาครุฑยุดนาคปูนปั้นปิดทอง ประดับรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม



[ชื่อพระ]
พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398
เป็นพญาครุฑที่ถอดพิมพ์พญาครุฑปูนปั้นที่ประดับรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

[สร้าง]
สมัย ร.4 วาระ พ.ศ.2398 พร้อมกับปลุกเสกเฉลิมฉลองพญาครุฑปูนปั้นที่ประดับรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นองค์พญาครุฑยุดนาคที่มีขนาดประมาณ กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 7 เซนติเมตร

[ผู้อธิษฐานจิต]
สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต  พรหมรังสี  วัดระฆังและคณาจารย์ในยุคนั้น

[อจินไตย] พระเบื้องบนกล่าว
"ของดีชั้นครู 3 โลก 3 ไตรภพ"
"ผู้ครอบครอง(อดีตหรือปัจจุบัน)ต้องเคยเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์"

พระพิมพ์นี้ เหมาะสำหรับ

*** ผู้ที่ชอบพระสายวังหน้า และพญาครุฑยุดนาค
*** เป็นเนื้อตะกั่วถ้ำขา และหายากสุดๆสร้างจำนวนน้อยมากๆ

 
[ฤทธานุภาพ] ครอบจักรวาล มีครบทุกด้าน แรงและเร็ว


พญาครุฑนั้นมีผู้กล่าวไว้ว่า ใครมีไว้บูชาจะก่อเกิด   อำนาจ วาสนา โชคลาภ เงินทอง  เป็นสื่อนำความเจริญรุ่งเรือง ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน  ครุฑส่งเสริมสงเคราะห์ช่วย จับ จิก ตี จับดวงวิญญาณร้าย สัมภเวสีกินเป็นอาหาร  กันเขี้ยวงาอสรพิษ พญาครุฑผู้เป็นใหญ่ในอสรพิษ จึงเหนือเขี้ยวงาพิษร้ายทั้งปวง 


[ราคา] 200,000.00 บาท(สองแสนบาทถ้วน) 

[ติดต่อเจ้าของ ดร.ณัฐชัย]  เบอร์มือถือ : 081- 801 - 8010

หมายเหตุ  พญาครุฑดุยนาค ชุดนี้มีความปราณีตในการลงรักปิดทองอีกทั้งเคยอยู่ในรั้วในวังมาก่อน  จึงมีความสมบูรณ์งดงามมาก ถึงแม้นจะมีอายุ (พ.ศ. 2556-2398) 158 ปี 

พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398

พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398


พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398

พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398
พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398
บูชาแล้ว คุณอภิชน


พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ขนาดประมาณ กว้าง 4 เซนติเมตร  สูง 7 เซนติเมตร


รวมรูปขยาย 
พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398


พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398
พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398


พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398
พญาครุฑยุดนาค เนื้อตะกั่วถ้ำชา ลงรักปิดทอง พ.ศ.2398

 ลิงค์บทความเกี่ยวกับพญาครุฑ พ.ศ.2399 http://dr-natachai.blogspot.com/2012/05/215.html



อำนาจพญาครุฑสามารถจำแนกได้ 8 ประการ โดยนับเอาอำนาจหลัก ๆ ได้ดังนี้
1.เป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ เป็นสิทธิอำนาจอันเฉียบขาด
2.สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสย์ทั้งปวง ภูติผีปิศาจกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
3.เป็นสื่อนำความเจริญรุ่งเรือง ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน
4.ปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภัยเป็นคงกระพัน
5.เป็นเมตตามหานิยม
6.นำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้
7.ทำมาค้าขายดีเป็นสื่อนำโชคลาภนานาประการ
8.สัตว์ร้าย เขี้ยวงาสารพัด งูเงี้ยวเขี้ยวขอ อสรพิษไม่กล้ากล้ำกรายเข้าใกล้ เพราะเกรงตบะบารมีขององค์พญาครุฑเป็นที่สุด

อำนาจ พญาครุฑยังมีมากกว่านี้อีกมาก แล้วแต่ท่านใดจะรู้จักใช้ ในตำราทางไสยเวทพุทธาคมมีทั้งการใช้ยันต์ครุฑให้ผลดีในทางคงกระพันชาตรี มีนะพญาครุฑใช้ลงตบเข้าหน้าผากเป็นคงกระพันชาตรีกันเขี้ยวงาอสรพิษได้ ทั้งนะพญาครุฑนี้เมื่อประสิทธิ์ลงไปยังตัวคนผู้ใดแล้วยังสามารถทรหดอดทน เดินไกลไม่เหนื่อย เป็นวิชาตัวเบาชั้นยอด และเป็นเมตตามหานิยมชั้นสูงอีกด้วย ยังมีคาถาพญาครุฑซึ่งเมื่อกล่าวพระคาถานี้งูพิษรวมไปจนถึงตะขาบแมงป่องและ สัตว์ร้ายต่าง ๆ ทั้งหลายจะหลบหนีไปสิ้น


ใครที่มีบ้านหรือร้านค้า บริษัทติดทางสามแพร่ง หรือบ้านร้านค้า บริษัท ปลูกคร่อมบ่อ คร่อมตอเก่า เจ้าที่แรง คนในบ้านในบริษัท ทะลาะกันประจำ เงินทองไม่เข้าบ้าน หรือหาได้จริงก็มีเหตุให้เงินอยู่ไม่ติดบ้าน ไม่ติดร้าน ค้าขายดีๆ กลับสะดุด หรือมีที่ดิน บ้านช่อง ร้านค้า บริษัทเป็นที่ตาบอด ที่ดินติดวัด ติดป่าช้าเก่า ที่ติดโรงพยาบาล ติดเรือนจำ ติดสถานีตำรวจที่มีห้องขังอยู่ ติดสุสาน อยู่ใต้สะพานรถข้าม อยู่ในที่อับโชค หรือรถที่ขับอยู่เป็นรถมือสอง เคยเกิดอุบัติเหตุมีคนเจ็บ คนตายมาแล้ว หรือมีแต่เราไม่รู้ หรือมีเลขทะเบียนรถ และสีรถ ชงกับดวงคนขับ ขับขี่อยู่ดีๆ โดนเบียด โดนชน ทั้งที่เราขับระวังแล้ว ให้ลองนำพญาครุฑ เอามาไว้ที่บ้าน ร้านค้า บริษัท รถที่มีปัญหา แล้วจะรู้ว่าอำนาจครุฑมีจริง ครุฑจะเป็นเครื่องรางที่ช่วยจับจิกดี จับดวงวิญญาณร้าย สัมภเวสีกินเป็นอาหาร เพราะดวงวิญญาณร้าย สัมภเวสีต่างๆ ที่ให้โทษกับเรา ล้วนเป็นลูกน้องของท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งตามเทวตำนานเมื่อครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ไม่มีอะไรกินจะจับนาคซึ่ง เป็นบริวารของอนันตนาคราชกิน พระนารายณ์เกรงว่า ครุฑกับนาค จะผิดใจกัน ท่านจึงอนุญาตให้ครุฑจับสัมภเวสี หรือวิญญาณร้ายที่ให้โทษกับมนุษย์กินได้ ยิ่งไปกว่านั้นพญาครุฑจะกางปีกพัดพาความวิบัติขัดสน ความขัดแย้ง ปัญหาอุปสรรค์ขัดขวางความเจริญให้ออกไปให้พ้นทางเรา จะพัดความร่ำรวยเงินทอง แก้วแหวน เนื้อคู่หน้าที่การงานที่ดีมาให้เรา โดยเน้นให้เอาไปบูชาเป็นมงคลชีวิต โดยให้แบบที่พญาครุฑกางปีกออก เพื่อพัดพาสิ่งไม่ดีในชีวิตออกไป พัดพาแก้วแหวนเงินทอง ยศ ศักดิ์ อำนาจ วาสนามาให้ และให้ปีกปกป้องอันตรายทั้งปวง

อ้างอิง บทความจากเว็ปเรื่องพญาครุฑที่น่าสนใจ




วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์เหมือนกัน ใช่จะสร้างในวาระ พ.ศ.เดียวกัน ดังเช่น พระกริ่งปวเรศพิมพ์สมบูรณ์พูนสุขได้สร้างหลายวาระหลาย พ.ศ. ตั้งแต่ สมัย รัชกาลที่4 รัชกาลที่5 ถึงสมัยรัชกาลที่ 6  ดังนั้น

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา  ที่เคยนำเสนอในกระทู้ก่อนหน้าที่อยู่ในกลางบาตรน้ำมนต์  ความจริงในอดีตได้มีการสร้างหลายวาระหลาย พ.ศ. อีกทั้งยังมีวรรณะสีผิวการกลับดำที่แตกต่างกันในแต่ละวาระที่สร้าง  มีทั้งเหมือนและแตกต่างกัน ล้วนเกิดจากโลหะธาตุที่นำมาผสม เช่น การกลับดำสีน้ำตาลอมดำ จะพบเห็นกันมาก  ที่หายากคือ การกลับดำแบบสีดำจริงๆ

ในกระทู้นี้จะนำเสนอ วรรณะสีผิวการกลับดำของพระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา  ที่มีคนเขียนและกล่าวถึงการกลับดำของพระกริ่งปวเรศ ความดำของพระกริ่งปวเรศฯพิมพ์มีเส้นใต้ตา จะมีลักษณะเช่นไร? 

ชื่อ: พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา
เนื้อมวลสาร: เนื้อสำริด หรือ สัมฤทธิ์กลับดำ ผสมเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์
กริ่ง: ฐานมีก้านฉนวน (รุ่นนี้สร้างไม่บรรจุเม็ดกริ่ง)
สร้าง: พ.ศ.2412 เนื่องในวาระ รัชกาลที่ 5 ครองราชย์ฯครบ 1 ปี
ผู้อธิษฐานจิต: สมเด็จพระพุฒาจารย์  โต  พรหมรังสี  วัดระฆัง
พุทธคุณ: ครอบจักรวาล ครบทุกด้าน
สภาพ: ไม่เคยผ่านการใช้งาน
ราคาตลาด:  ประเมินไม่ต่ำ 30 ล้านบาท
ราคา: ไม่ขาดทุนขายได้ทุกราคา (ไม่ต่ำกว่า 7 หลัก) สนใจโทรสอบถาม...

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412 วรรณะสีผิวกลับดำสนิท
...พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  วรรณะสีผิวกลับดำสนิท เนื้อสำริด ผสมเหล็กไหลกายสิทธิ์ ทาครั่ง ลงรัก ปิดทองคำเปลว
--- ลักษณะองค์พระกริ่งฯ ขัดผิวตบแต่งเล็กน้อย มีเส้นเบ้าประกบ 4 ด้าน คือ ซ้าย ขวา หน้า หลัง บ่งบอกถึงเบ้าที่เป็นแม่แบบสร้างหุ่นขี้ผึ้งเกิดชำรุดเสียหายและเป็นการใช้งานครั้งสุดท้ายของแม่พิมพ์ชุดนี้ 
--- หรือมีความเป็นไปได้ว่าแม่พิมพ์ชุดนี้ เป็นแม่พิมพ์ลักษณะประกับ 4 ชิ้นรวมเป็นหนึ่งองค์
--- ผิวขององค์พระกริ่งฯ มีลักษณะผิวมะระ  มีความแห้งเก่าธรรมชาติ (2556-2412= 144 ปี)

วรรณะสีผิว
การกลับดำ
ทาครั่ง 
ลงรัก
ปิดทองคำเปลว
รอยเบ้าประกบ
ความเก่าแห้งธรรมชาติอายุ 144 ปี
พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412 (ตาจมูก)

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  จมูกและปาก
พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  ทาครั่ง  ลงรัก  ปิดทองคำเปลว

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412   รอยเบ้าประกบ

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  หม้อน้ำมนต์

พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  หลังใบหูซ้าย และด้านข้างศรีษะ(ซ้าย)
พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412  หลังใบหูขวา และด้านข้างศรีษะ(ขวา)
พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412 (ไหล่ขวา+แขนขวาด้านหลัง) ร่องรอยการขัดแต่งในอดีต แสงไฟกระทบสีสันโลหะธาตุงดงาม



พระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา พ.ศ.2412 (ถ่ายรูปภายใต้แสงแดดสีไม่เหมือนธรรมชาติ) วงกลมนอกคือ ฐานพระกริ่งฯด้านนอก วงที่สองคือ เบ้าบรรจุกริ่งและความเก่าตามธรรมชาติ   ตรงกลางคือแกนช่อพระกริ่งฯ


สรุปจบ
*** ในอดีตหลายๆท่านคงเคย ฟังเขาเล่า...  ภาพดำๆมืดๆ มองไม่ชัด *** ในกระทู้นี้นำพระกริ่งปวเรศ พิมพ์มีเส้นใต้ตา ขยายรูปคมชัดเพื่อเป็นวิทยาทาน  ศึกษาดูด้วยตาตนเอง ศึกษาเอง รู้เอง ความเก่าการกลับดำมีลักษณะเช่นนี้
***รู้ความจริง...ไม่จำเป็นต้องไปอิงนิยายคนอื่น...ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม